SET Research th - SET Research - Home

 

 

1 / 2
2 / 2

 

 

 

 

 

 

SET Note Volume 6/2561:

ผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey): Economic outlook ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561

 

Executive Summary:

 

  “ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO) คาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561 จะเติบโตต่อเนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปี และเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะเติบโตในช่วง 3% ถึง 4% โดยบริษัทที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตมากกว่า 4% มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561 ได้แก่ นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยว ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศ และเสถียรภาพด้านการเมืองภายในประเทศจะเป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตเศรษฐกิจ”

 

แนวโน้มเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

  • ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO) ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561 มีแนวโน้มดีขึ้น โดย CEO คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2561 จะเติบโตอยู่ในช่วง 3% ถึง 4%
  • ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561  CEO คาดว่านโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ การท่องเที่ยว กำลังซื้อภายในประเทศ และเสถียรภาพของการเมืองในประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561  CEO ได้แก่ กำลังซื้อภายในประเทศ เสถียรภาพการเมืองในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แตกต่างจากการสำรวจครั้งก่อนที่มองว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย คือ ความผันผวนของเงินบาท เสถียรภาพของการเมืองในประเทศ และต้นทุนแรงงาน 
  • 56% ของ CEO คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมที่ตนดำเนินการอยู่จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากช่วงครึ่งแรกของปี 2561 แต่สัดส่วนลดลงจาก 64% จากการสำรวจครั้งก่อน

 

แนวโน้มการดำเนินธุรกิจ

  • CEO ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561 ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะปรับตัวดีขึ้น โดย 71% ของ CEO คาดรายได้เติบโตมากกว่า 3% และ 46% ของCEO คาดว่ารายได้จะเติบโตมากกว่า 6%
  • สำหรับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561 พบว่า CEO ส่วนใหญ่คาดว่าต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันโลก เช่นเดียวกับราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ CEO ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าระดับการจ้างงานและสภาพคล่องจะอยู่ในระดับเดิม

 

แนวโน้มการลงทุน

  • CEO ส่วนใหญ่วางแผนจะขยายการลงทุนในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2561 พบว่า 50% ของ CEO วางแผนขยายการลงทุนทั้งในต่างจังหวัดและต่างประเทศ ซึ่งมีประเทศเป้าหมายการลงทุน คือ ประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม โดยแหล่งทุนหลัก 3 อันดับแรก คือ กำไรสะสมของกิจการ สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ และการออกหุ้นกู้ภายในประเทศ

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

 

 

SET Note Volume 5/2561:

Foreign Holding 2018: เปิดพอร์ตการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศ ปี 2561

 

Executive Summary:

 

  “แม้ในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 - พฤษภาคม 2561 นักลงทุนต่างประเทศจะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 170,884 ล้านบาท แต่ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยยังคงทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่* ที่ 5.22 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นกว่า 604,067 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.10% จากสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 ที่สำคัญจาก 1) การปรับตัวเพิ่มขึ้นของระดับราคาหลักทรัพย์ในตลาด โดย SET Index ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 ปรับเพิ่มขึ้น 10.59% จากสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 และ 2) จากการที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นใน 310 บริษัท ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นในส่วนนี้ เพิ่มขึ้นสุทธิ 692,385 ล้านบาท

 

  • เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยรวม 5.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 604,067 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.10% จากสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 ขณะที่สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ 30.93% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ลดลงจาก 31.05% ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2560
  • นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 170,884 ล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 -พฤษภาคม 2561 หรือคิดเป็นประมาณ 3.70% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว SET Index ปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 10.59%
  • นักลงทุนต่างประเทศยังสนใจตลาดหุ้นไทยในระยะยาว สังเกตได้จากการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศที่ยังคงถือครอง foreign shares เป็นส่วนใหญ่ ที่ประมาณ 77.17% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ และในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 - พฤษภาคม 2561 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิใน local shares 356,268 ล้านบาท และขายสุทธิใน foreign shares 6,927 ล้านบาท ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิในหลักทรัพย์ NVDR ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาด้วยมูลค่า 192,311 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อขาย foreign shares เพียง 4.38% ของมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ และมูลค่าขายสุทธิใน foreign shares คิดเป็นเพียง 0.19%ของ foreign shares ทั้งหมดที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองในปี 2560
  • ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 มีนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย 110 สัญชาติ เท่ากันกับปีที่ผ่านมา และนักลงทุน 10 สัญชาติแรกที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุดยังคงเหมือนปีที่ผ่านมา แต่มีการสลับอันดับ ได้แก่ นักลงทุนจากสหราชอาณาจักร สิงคโปร์ อเมริกา ฮ่องกงญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ มอริเชียส ลักเซ็มเบริ์ก เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ตามลำดับ ซึ่งมีมูลค่าการถือครองรวม 95.24% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศทั้งหมด
  • มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในทุกอุตสาหกรรม โดย 75% ของมูลค่าการถือครองของนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มทรัพยากร กลุ่มธุรกิจบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี โดย 3 หมวดธุรกิจที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ หมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมี และหมวดพาณิชย์

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

 

 

SET Note Volume 4/2561:

เรื่องน่ารู้ก่อนลงทุนหุ้นปันผล

 

Executive Summary:

 

  • การเลือกหุ้นปันผล: พิจารณาหุ้นรายตัว หรือ Individual Stock Selection พบว่า 191 หลักทรัพย์ติดรายชื่อหุ้นปันผลที่มีความโดดเด่น (หลักทรัพย์ในกลุ่ม Dividend Universe: กำไรต่อเนื่อง มีสภาพคล่อง มีธรรมภิบาลในการบริหารงาน และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ตลอดช่วง 3 ปีล่าสุด) โดย 48 หลักทรัพย์ในกลุ่มนี้มี Dividend Yield สูงกว่า 5% และ ณ 8 พฤษภาคม 2561 พบว่า มี 20 หลักทรัพย์จาก 48 หลักทรัพย์มีราคาหลักทรัพย์ต่ำกว่าราคาประมาณการ 12 เดือนของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (12-Monthly Consensus Target Price) ถือว่า ราคาหลักทรัพย์ปัจจุบันของบริษัทเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้
  • การติดตามสิทธิประโยชน์: ณ สิ้นเดือนเมษายน 2561 เงินปันผลมูลค่ารวมสูงถึง 453 ล้านบาท ที่ไม่สามารถส่งถึงผู้ถือหุ้น เนื่องจากผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลงที่อยู่และไม่แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลในการจัดส่งเอกสาร หรือ บัญชีที่ใช้รับเงินปันผลไม่พร้อมใช้งาน อาทิ มีการปิดบัญชีธนาคารไปแล้ว เป็นต้น โดยผู้ลงทุนการติดตามสิทธิและเอกสารต่างๆ ผู้ถือหุ้นสามารถติดต่อได้ที่ 3 วิธี ได้แก่ 1) TSD Counter Service ชั้น 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) SET Contact Center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-009-9999 และ 3) การตรวจสอบด้วยตนเองผ่านระบบ TSD Investor Portal  โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการสมัครและใช้บริการที่  www.set.or.th/tsd
  • การใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล: ผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้เงินเพิ่มเติมจากการเครดิตภาษีเงินปันผล โดยสามารถ Download ข้อมูลประกอบการเครดิตภาษีเงินปันผลจากระบบ TSD Investor Portal  ที่สรุปยอดเงินปันผลในแต่ละอัตราภาษีของทุกหลักทรัพย์ที่ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลและมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยไม่ต้องเสียเวลาในการรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร
  • ก่อนลงทุนในหุ้นปันผล ผู้ลงทุนพึงศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วน ตามแนวคิด “เลือกหุ้นเป็น ใจเย็นรอปันผล สืบค้นตามสิทธิ์ เครดิตภาษีคืน”
     

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

 

 

SET Note Volume 3/2561:

ผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey): Economic outlook ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561

 

Executive Summary:

 

  • “ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO) คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2561 มีแนวโน้มดีขึ้น โดยเติบโตในช่วง 3% ถึง 4% มีปัจจัยด้านการท่องเที่ยว นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ และเสถียรภาพของการเมืองในประเทศ เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ประกอบด้วย ความผันผวนของค่าเงินบาท เสถียรภาพของการเมืองในประเทศ และอัตราค่าแรงที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม CEO ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ภาวะอุตสาหกรรม การดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนการลงทุนและการส่งออกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น”


     

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

SET Note Volume 2/2561:

Capital Market Research Innovation 2018 นวัตกรรมด้านงานวิจัยสำหรับตลาดทุนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

Executive Summary:

 

  • สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่กำลังมีบทบาทในตลาดทุน จึงจัดโครงการ “Capital Market Research Innovation” โดยเริ่มจากจัดการแข่งขันประกวดหัวข้องานวิจัย “Capital Market Smart Idea” ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถนำเสนอหัวข้องานวิจัยที่ต้องการให้สถาบันวิจัยฯ นำไปศึกษาต่อผ่านการ Survey บนช่องทาง Online
     
  • อย่างไรก็ดี การจัดการประกวดหัวข้องานวิจัยจากบุคคลทั่วไปนั้น มีข้อที่ควรพิจารณาอยู่หลายประการ อาทิเช่น ทำอย่างไรไม่ให้คนทั่วไปรู้สึกว่าเข้าถึงยากหรือมีความเป็นวิชาการมากจนเกินไป? ทำอย่างไรให้คนทั่วไปส่งแนวคิดหรือคำถามที่สร้างสรรค์? และ ทำอย่างไรให้คนทั่วไปส่งแนวคิดหรือคำถามที่ทันสมัยเข้ากับตลาดทุนในยุคใหม่? สถาบันวิจัยฯ จึงได้พยายามออกแบบวิธีการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ให้เหมาะสมโดยหวังว่าจะสามารถเอาชนะข้อจำกัดเหล่านี้ได้
     
  • ผลการสำรวจเบื้องต้นโดยใช้ข้อมูล ณ วันที่ 9 มี.ค. 2561 พบว่าผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการมีความหลากหลาย โดยมีช่วงอายุตั้งแต่ 16 – 68 ปี มาจากหลายสาขาอาชีพโดยมีทั้งที่อยู่และไม่อยู่ในธุรกิจตลาดทุน แต่กว่า 80% มาจากผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ทั้งนี้กลุ่มผู้สนใจเข้าร่วมโครงการหลัก อายุอยู่ในช่วง 21 ถึง 40 ปีซึ่งเป็นวัยที่เพิ่งเรียนจบและเพิ่งเริ่มทำงาน โดยอาชีพที่มีผู้ส่งคำถามมามากเป็นอันดับหนึ่งคือ ธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ/นักลงทุนมืออาชีพ
     
  • หัวข้องานวิจัยที่คนอยากให้นำไปศึกษาต่อ 3 อันดับแรกได้แก่ Financial Literacy, Capital Market Trend และ Financial Innovation ทั้งนี้โครงการ Capital Market Smart Idea จะปิดรับสมัครในวันที่ 20 เม.ย. 2561 จากนั้นแนวคิดและคำถามจะถูกพัฒนาเป็นหัวข้องานวิจัยเพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นนวัตกรรมด้านการวิจัยในตลาดทุน สุดท้ายนี้จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึงของการสร้างนวัตกรรมนี้โดยเสนอแนวคิดของท่านมาที่ www.set.or.th/th/news/cm_research_innovation/competition_p1.html
     

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

SET Note Volume 1/2561:

Tourism linked sector: กลุ่มหลักทรัพย์ที่น่าจับตา

 

Executive Summary:

 

  • ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวเติบโตในอัตราที่สูงกว่าปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอื่นในปี 2016 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นลำดับที่ 3 ของโลก และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเป็นอันดับที่ 9 ของโลกด้วยทำเลที่ตั้งของประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในกลุ่มประเทศ CLMVT และการพัฒนาสาธารณูปโภคและการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและการเชื่อมโยงสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
     
  • นอกจากประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางหลักด้านการท่องเที่ยวในอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว หุ้นไทยที่ประกอบธุรกิจในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว (Tourism linked sector) ยังติดอันดับ Top 50 ของโลก โดยเมื่อต้นปี 2018 AOT มี market capitalization สูงเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจสนามบินทั่วโลก ในขณะที่ BDMS และ BH มี market capitalization สูงเป็นอันดับ 5 และอันดับ 11 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจบริการทางการแพทย์ทั่วโลก นอกจากนี้ MINT มี market capitalization สูงเป็นอันดับ 28 ของโลก เมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารทั่วโลก
     
  • บริษัทจดทะเบียนทั้ง SET และ mai จำนวนรวม 58 บริษัทที่ประกอบธุรกิจในTourism linked sector ณ สิ้นปี 2017 บริษัทจดทะเบียนใน Tourism linked sector ใน SET มี market capitalization ประมาณ 16% ของ market capitalization ของ SET
     
  • ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนรวม (total return) จากการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Tourism linked sector สูงกว่า total return ของตลาดซึ่งเกิดจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในกลุ่มนี้ที่สูงกว่าการปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ในขณะที่ ROE ของกลุ่ม Tourism linked sector สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดมาโดยตลอด
     

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

SET Note Volume 5/2560:

นักลงทุนเอเชียในตลาดหุ้นไทย ปี 2560
Asian investors in Thai Stock Markets 2017

 

Executive Summary:


"ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 มูลค่าการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำสถิติสูงสุดสอดคล้องกับภาพรวมการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศ ในตลาดหุ้นไทย โดยในปี 2560 มูลค่าถือครองหลักทรัพย์รวมของนักลงทุนเอเชียอยู่ที่ 1.68 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.88% จากปี 2559 และคิดเป็น 36.4% ของมูลค่ารวมการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศทั้งหมด โดยกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการถือครองหลักทรัพย์โดยรวมของนักลงทุนเอเชีย อยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน (Financial) และกลุ่มเทคโนโลยี (Technology)"

 

  • ในปี 2560 มูลค่าการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนเอเชียทำสถิติสูงสุดที่ 1.68 ล้านล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 11.88% จากปี 2559 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก คือ ราคาหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ สังเกตได้จากในช่วงเวลาเดียวกัน SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 9.65% และมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองและจำนวนนักลงทุนในตลาด
     
  • ในปี 2560 มูลค่าการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนเอเชียในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่ถือครองโดยนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนนิติบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนกลยุทธ์หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนในตลาด และกว่า 50% ของมูลค่าการถือครองหลักทรัพย์รวมของนักลงทุนเอเชียกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน (Financial) และกลุ่มเทคโนโลยี (Technology)
     
  • เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 พบว่า มูลค่าการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนเอเชียเพิ่มขึ้นในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มทรัพยากร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสิ่งก่อสร้าง ที่มีมูลค่าการถือครองหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นสูง และพบว่า มูลค่าการถือครองหลักทรัพย์เกือบหมดหรือประมาณ 96.72% เป็นการถือครองโดยนักลงทุนสถาบัน
     
  • ในกลุ่มนักลงทุนเอเชีย พบว่า นักลงทุนที่มีมูลค่าการถือครองสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นักลงทุนจากสิงคโปร์ นักลงทุนญี่ปุ่น และนักลงทุนฮ่องกง ตามลำดับ โดยมีมูลค่าการถือครองหลักทรัพย์รวม 1.54 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 91.83% ของมูลค่าการถือครองหลักทรัพย์รวมของนักลงทุนในเอเชีย

 

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

SET Note Volume 4/2560:

Foreign Holding 2017: เปิดพอร์ตการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศ ปี 2560

 

Executive Summary:


“มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตลาดดำเนินการซื้อขาย โดย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2560 มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศรวมสูงถึง 4.78 ล้านล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 760,975 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.93% จากสิ้นเดือนพฤษภาคม 2559 ที่สำคัญจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของระดับราคาหลักทรัพย์ในตลาด โดย SET Index ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2560 ปรับเพิ่มขึ้น 13.47% จากสิ้นเดือนพฤษภาคม 2559 และผลจากการกลับเข้ามาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 - สิงหาคม 2560 รวมกว่า 63,398 ล้านบาท”

 

  • เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยรวม 4.61 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 593,224 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.76% จากสิ้นเดือนพฤษภาคม 2559 ขณะที่สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ 31.05% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้นจาก 30.85% ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2559
     
  • นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 74,695 ล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 - พฤษภาคม 2560 ก่อนขายสุทธิในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าขายสุทธิ 11,296 ล้านบาท อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างประเทศยังเป็นผู้ซื้อสุทธิกว่า 63,398 ล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 - สิงหาคม 2560 
     
  • นักลงทุนต่างประเทศสนใจตลาดหุ้นไทยในระยะยาว โดยยังคงถือครอง foreign shares เป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 78% ของมูลค่าการถือครองหลักทรัพย์รวมของนักลงทุนต่างประเทศ และในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 - พฤษภาคม 2560 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิใน local shares 113,930 ล้านบาท และขายสุทธิใน foreign shares 7,746 ล้านบาท ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในหลักทรัพย์ NVDR ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาด้วยมูลค่า 196,371 ล้านบาท
     
  • ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 มีนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย 110 สัญชาติ เพิ่มขึ้นสุทธิ 6 สัญชาติจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และนักลงทุน 10 สัญชาติแรกที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุดยังคงเหมือนปีที่ผ่านมา คือ นักลงทุนจากสหราชอาณาจักร สิงคโปร์ อเมริกา ญี่ปุ่น ฮ่องกง สวิสเซอร์แลนด์ มอริเชียส เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และ ลักเซ็มเบริ์ก ตามลำดับ โดยมีมูลค่าการถือครองรวม 94.49% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศทั้งหมด
     
  • ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2560 มูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศ ขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 4.78 ล้านล้านบาท จากการปรับขึ้นของระดับราคาของหลักทรัพย์เป็นสำคัญ ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นไปอยู่ที่ 31.08% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด โดยมูลค่าการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2560 นี้ ถือว่า มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตลาดดำเนินการซื้อขาย

 

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

SET Note Volume 3/2560:

เรื่อง ครบรอบหนึ่งปี...ดัชนีชี้วัดทัศนคติผู้ลงทุนจากฐานข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ (Investor Sentiment Index: ISI)

 

Executive Summary:


ดัชนีชี้วัดทัศนคติผู้ลงทุนจากฐานข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ (Investor Sentiment Index: ISI)

 

  • ทัศนคติของผู้ลงทุนสามารถวัดได้ทางอ้อมโดยสังเกตจากพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้ลงทุน หากผู้ลงทุนมีทัศนคติเชิงบวกมากกว่าปรกติ สังเกตได้ว่านอกจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องแล้ว ยังพบว่ามีสัญญาณอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้นด้วย เช่น ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยรายวัน สัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนรายย่อย รวมถึงอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ขนาดเล็กที่มีราคาผันผวนสูง เพราะผู้ลงทุนรายย่อย (ที่นิยมลงทุนในหลักทรัพย์ขนาดเล็ก) มักตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยปัจจัยด้านทัศนคติมากกว่านักลงทุนสถาบัน (ที่นิยมลงทุนในหลักทรัพย์ขนาดใหญ่)
     
  • สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน (CMRI) ร่วมกับทีมวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอผลการจัดทำดัชนีชี้วัดทัศนคติผู้ลงทุนจากฐานข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2559 เป็นรายเดือน โดยทีมผู้จัดทำดัชนีชี้วัดทัศนคติผู้ลงทุนด้วยวิธีทางอ้อมนี้ได้รวบรวมตัวแปรต่างๆ ที่นิยมใช้เป็นตัวแทน (Proxy) ของทัศนคติผู้ลงทุนในงานวิจัยของต่างประเทศและได้เพิ่มตัวแปรที่คาดว่ามีความเหมาะสมในการชี้วัดทัศนคติผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยอีกด้วย

 

ผลการวิจัยที่สำคัญและประโยชน์ที่ผู้ลงทุนได้รับจากดัชนีชี้วัดทัศนคติผู้ลงทุนจากฐานข้อมูลตลาดฯ

 

  • ISI มีคุณสมบัติเป็นดัชนีชี้นำ (Leading Indicator) โดยอัตราผลตอบแทนหลังจากช่วงที่ทัศนคติผู้ลงทุนสูงหรือต่ำกว่าปรกติจะปรับตัวชัดเจนในทิศทางตรงกันข้ามในช่วง 6 เดือนข้างหน้า หากในปัจจุบัน ISI ตกอยู่ในช่วงที่ผู้ลงทุนมีทัศนคติเชิงบวกสูงกว่าปรกติพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีในช่วง 6 เดือนข้างหน้าของ SET และ mai นั้นอยู่ที่ -8.94% และ -15.32% ตามลำดับ ในขณะที่หาก ISI ตกอยู่ในช่วงที่ผู้ลงทุนมีทัศนคติเชิงลบต่ำกว่าปรกติพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีในช่วง 6 เดือนข้างหน้าของ SET และ mai นั้นอยู่ที่ 14.06% และ 28.57% ตามลำดับ และยิ่งเวลาผ่านไป (9 และ 12 เดือนข้างหน้า) อัตราผลตอบแทนจะปรับตัวชัดเจนยิ่งขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม
     
  • ISI มีผลกระทบกับหลักทรัพย์ขนาดเล็กที่มีราคาผันผวนสูงมากกว่าหลักทรัพย์ขนาดใหญ่   โดยอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ขนาดเล็ก (เช่น หุ้นในตลาด mai) ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า หลังจากช่วงที่ผู้ลงทุนมีทัศนคติเชิงบวกหรือเชิงลบมากกว่าปรกติจะปรับตัวชัดเจนในทิศทางตรงกันข้ามมากกว่าหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ (เช่น หุ้นในกลุ่ม SET 50)
     
  • ISI ในเดือนสิงหาคม 2560 แสดงถึงทัศนคติของผู้ลงทุนมีแนวโน้มจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปรกติหลังจากอยู่ในช่วงทัศนคติเชิงลบมากกว่าปรกติมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559  โดยอยู่ที่ 37.81 ทั้งนี้ดัชนีชี้วัดทัศนคติผู้ลงทุนปรับตัวเป็นเชิงบวกสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้ามากและอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน

 

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

SET Note Volume 2/2560:

ผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร (CEO Survey): Economic Outlook ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2560

 

  • ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO) มีมุมมองเชิงลบเกี่ยวกับเศรษฐกิจและผลประกอบการของธุรกิจมากขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม CEO ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ยังคงมีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเติบโตประมาณ 3% ถึง 4% ใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 ประกอบด้วย การฟื้นตัวของกำลังซื้อภายใน ประเทศที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เสถียรภาพการเมืองในประเทศ และหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
     
  • ด้านการดำเนินงาน CEO ส่วนใหญ่คาดว่าผลการดำเนินธุรกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2560 จะดีขึ้น แต่สัดส่วนของผู้ตอบว่าดีขึ้น ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน โดยบริษัทส่วนใหญ่คาดว่ารายได้ในปี 2560 จะเติบโตน้อยกว่า 6%
     
  • ด้านการลงทุน CEO ส่วนใหญ่มีแนวโน้มในการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นในปี 2560 ทั้งการลงทุนในต่างจังหวัดและต่างประเทศ โดยบริษัทจดทะเบียนยังคงใช้ 3 แหล่งระดมทุนหลัก คือ กำไรสะสม สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ และการออกหุ้นกู้ภายในประเทศ  ด้านการลงทุนในต่างประเทศนั้น ประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุน

 

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |

 

 

   

SET Note Volume 1/2560:

ผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร (CEO Survey): Economic Outlook ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560

 

  • CEO ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะเติบโตดีขึ้น โดยคาดว่าจะเติบโตอยู่ในช่วง 3% - 4% โดยปัจจัยสนับสนุนการเติบโต ทางเศรษฐกิจที่สำคัญยังคงเป็นยโยบายการคลังและค่าใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยว ขณะที่ CEO มองว่า เสถียรภาพการเมืองในประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเพิ่มมากยิ่งขึ้น ขณะที่ความไม่ชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจและ การเมืองโลกจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
     
  • ด้านการดำเนินธุรกิจ CEO ส่วนใหญ๋คาดว่าผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 จะปรับตัวดีขึ้น โดย 50% ของ CEO ที่ตอบแบบ สอบถามคาดว่ารายได้ของบริษัทในปี 2559 จะเติบโตมากกว่า 6% ซึ่่งมากกว่าการคาดการณืครั้งก่อนที่มีเพียง 28%
     
  • ด้านการลงทุน พบว่า CEO ส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสอบถาม คาดว่า มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ในสัดส่วนที่ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งการลงทุนในต่างจังหวัดและในต่างประเทศ

 

| ดาวน์โหลดเอกสาร | อ่านฉบับย้อนหลัง |